พวกเราน่าจะรู้จักบริษัทเอเอซีพี หรือบริษัท อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี.ประกันชีวิต จำกัด(มหาชน)กันนะครับ
บริษัทนี้โดดเด่นด้านการโฆษณามากพอสมควรในปี 2551 นี้ เรียกว่าเป็นปีที่มีการสร้างการรับรู้เรื่องแบรนด์หรือ Brand Awareness
ตอนนี้บริษัทนี้ มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงแล้วครับ ผู้บริหารอย่างคุณวิลฟ์ แบล็คเบิร์น ผู้มุ่งมั่นตอกย้ำเรื่องการสร้างแบรนด์ การสร้าง Brand Awareness ถูกโยกไปทำหน้าที่ที่ประเทศจีน
หากมองเชิงชั้นชื่อประเทศ ต้องบอกว่า ไปได้ดีทีเดียว เพราะจีนใหญ่กว่าไทยตั้งเยอะ มีคนเป็นพันล้าน เป็นประเทศที่อเมริกากลัว ดังนั้นลำดับชั้นองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่อย่างกลุ่มอลิอันซ์แห่งเยอรมัน ย่อมมองเห็นเหนือกว่าไทยอย่างแน่นอน
ดังนั้นผมจึงคิดว่า คุณวิลฟ์โชคดี ได้ทำหน้าที่ในประเทศระดับยักษ์ของโลก
เพื่อนผมบางคนบอกว่า คุณวิลฟ์ไปทำหน้าที่แค่หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อลิอันซ์ประกันชีวิตที่จีน ตำแหน่งเล็กกว่ากรรมการผู้จัดการใหญ่ที่เอเอซีพีหรือเปล่า
ผมต้องบอกว่า ชื่อเรียกตำแหน่งเล็กหรือใหญ่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะแต่ละองค์กรอาจเรียกชื่อตำแหน่งไม่เหมือนกันก็ได้ บางทีชื่อเรียกว่าหัวหน้า แต่อำนาจหน้าที่อาจจะใหญ่กว่ากรรมการผู้จัดการก็ได้ ดังนั้น จึงต้องมองบทบาทหน้าที่กันมากกว่า
อย่างพรรคพวกผม ทำงานที่สื่อวิทยุแห่งหนึ่ง แต่ละคนมีตำแหน่งผู้อำนวยการกันทั้งนั้น แต่อย่างไงรู้มั๊ยครับ เป็นผอ.ที่ไม่มีลูกน้อง มีหน้าที่อยู่นิดเดียว แถมเงินเดือนก็นิดตามหน้าที่ด้วย
ดังนั้น อย่ามองชื่อตำแหน่งว่าเป็นเรื่องสำคัญ
ผมเองสัมผัสผู้บริหารต่างชาติ ในบริษัทประกันภัยมามาก คนพวกนี้มีวันมา ก็ย่อมมีวันกลับครับ...เป็นเรื่องธรรมดา เพราะผู้บริหารองค์กรธุรกิจที่เป็นชาวต่างชาติ มักถูกกำหนดด้วยระยะเวลาในการเข้ามาทำหน้าที่
แต่สำหรับคุณวิลฟ์ ผมคิดว่า4 ปีเศษในประเทศไทยนั้นเขาทำได้ดีหลายอย่าง
หนึ่ง อัธยาศัยใจคอผมคิดว่า ใช้ได้เลยครับ
สอง ความพยายามในการเข้ากับความเป็นไทย ถือว่ามีความพยายามสูงมาก ตั้งใจเรียนภาษาไทย กินอาหารไทย และพูดไทย แถลงข่าวทุกครั้งต้องเริ่มต้นด้วยการทักทายภาษาไทย
สิ่งนี้อาจจะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่มีผลต่อการทำงานในประเทศไทยครับ
ผู้บริหารชาวต่างชาตินับหลายคน แพ้ภัยจนไม่ประสบความสำเร็จทางการบริหารในประเทศไทย เพราะความไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้เข้ากับวัฒนธรรมไทย
ยึดความเป็นฝรั่งเป็นใหญ่ คนไทยแค่ลูกจ้าง สุดท้ายปิ๋ว
แต่คุณวิลฟ์ทำได้ดีครับ....
หากมองไปที่ผลงาน ที่คุณวิลฟ์ทำในตำแหน่งหน้าที่นั้น ผมคิดว่าเกิดผลลัพธ์ทางที่ดีกับเอเอซีพีหลายอย่างด้วยกัน
หนึ่ง สามารถพลิกสถานการณ์การขาดทุนให้มีกำไรเห็นกันบ้าง หากจำกันได้ ช่วงเริ่มต้นเข้ามารับหน้าที่ของคุณวิลฟ์นั้น เขาบอกชัดเจนว่า เป้าหมายสำคัญในการบริหารงานของเขาก็คือ ต้องการผลกำไร ดังนั้น หากมองจากตัวเลขที่คุณวิลฟ์เคยนำมาแถลง จะเห็นตัวเลขแห่งผลกำไรชัดเจน โดยปี 2549 มีผลกำไร 1,058 ล้านบาท ปี 2550 มีผลกำไร 2,032 ล้านบาท ภายใต้ทุนจดทะเบียน 4,000 ล้านบาท และสินทรัพย์ของบริษัทฯ 92,000 ล้านบาท
สอง การขยายช่องทางการจำหน่ายใหม่ๆ จากก่อนหน้านี้เอเอซีพีมีช่องทางการขายผ่านตัวแทนเป็นหลัก ขณะที่ช่องทางอื่นๆเป็นแค่เพียงองค์ประกอบ ดังนั้นแม้หลายช่องทางการขายที่เอเอซีพีคิดจะทำ จะมีการตั้งลำมาก่อน แต่ผลปรากฎชัดเจนเกิดขึ้นในช่วงที่คุณวิลฟ์นั่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบงก์แอสชัวรันส์ และเทเล มาร์เก็ตติ้ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่องทางเทเลเซลล์ที่เพิ่มขึ้นด้วยความรวดเร็ว เมื่อเทียบกับเบี้ยประกันภัยรับรวม โดยปี 2005 เทเลเซลล์มีสัดส่วน 11% คิดเป็นเบี้ยประกัน(FYP)361 ล้านบาท, ปี 2006 สัดส่วน 13% FYP 419 ล้านบาท,ปี 2007 สัดส่วน 15% FYP 900 ล้านบาท และเดือนสิงหาคม 2008 สัดส่วน 27% FYP 636 ล้านบาท
สาม การขยายธุรกิจออกไปส่วนภูมิภาค ซึ่งเอเอซีพีขยายเครือข่ายอย่างเป็นทางการในหัวเมืองทุกภูมิภาคทั้งที่ นครราชสีมา และศรีราชา จังหวัดชลบุรี ล่าสุดเปิดที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่บริษัทนี้เปิด เทเลเซลล์ คอลล์ เซนเตอร์ที่สมบูรณ์ทีเดียว ซึ่งสามารถเปิดการขายได้ทั่วประเทศ ขณะเดียวกันก็เป็นศูนย์รวมการบริการ สำหรับตัวแทนขายประกันชีวิตในจังหวัดทางภาคเหนือด้วย
สี่ การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งความร่วมมือด้านการขายผ่านช่องทางแบงก์แอสชัวรันส์ เทเลมาร์เก็ตติ้ง และช่องทางอื่นๆ โดยเฉพาะช่องทางเทเลเซลล์ที่ร่วมมือซิตั้แบงก์, เซ็นทรัลการ์ด, ทิสโก้แบงก์, เทสโก้วีซ่า,HSBCการ์ด,โฮมโปรวีซ่า,สแตนดาร์ดชาร์เตอร์การ์ด และบัตรเครดิตกรุงศรี
หากมองไปที่ความต้องการของคุณวิลฟ์แล้ว เขาต้องการให้ยอดเบี้ยที่มาจากช่องทางการจำหน่ายแบบหลากหลายช่องทางหรือMulti Channel เป็นอันดับหนึ่งของบริษัทประกันชีวิตทั้งหมดของประเทศ และในส่วนของเอเอซีพีเอง เขาต้องการให้ยอดเบี้ยเพิ่มเป็นดับเบิ้ลของปี2550
เรื่องที่ห้าคือ การเพิ่มจำนวนกรมธรรม์หรือผู้ถือกรมธรรม์ของเอเอซีพี ที่คุณวิลฟ์มีความประสงค์ให้เพิ่มขึ้นโดยเร็วที่สุด โดยปี 2007 มีจำนวน 1.3 ล้านกรมธรรม์ และปี2008 ต้องการทำให้ถึง 2 ล้านกรมธรรม์
หก คุณวิลฟ์สร้างความฝันให้เอเอซีพีด้วยการวางวิสัยทัศน์ให้เป็นบริษัทประกันชีวิต เพื่อครอบครัวไทย นั่นคือ ต้องการให้ครอบครัวของคนไทย มีกรมธรรม์ของเอเอซีพีถือครองอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำกิจกรรมเพื่อสนองตอบวิสัยทัศน์ที่ว่านี้หลายเรื่องด้วยกัน
นี่คือเป้าหมายที่คุณวิลฟ์ต้องการทำในช่วงเวลาที่นั่งเป็นผู้บริหารสูงสุดในประเทศไทย ซึ่งดูเหมือนว่า ต้องการให้ คุณสตีเฟ่น แอ๊ปเปิ้ลยาร์ด กรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ เข้ามาสานต่อด้วย ซึ่งไม่รู้ว่า จะทำได้หรือไม่?
อันนี้ต้องติดตามกันครับ...